วิธีการเปรียบเทียบ Spread ของเเต่ละโบรกเกอร์ก่อนเริ่มเทรดทำอย่างไรเเละดีอย่างไร?


Categories :

ในทุกวันนี้เราเรื่องของการเทรดในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทรด Forex หรือ เทรดหุ้นต่างๆ เป็นสิ่งที่วัยทำงานปัจจุบันให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และหลายๆ ท่านอาจจะยังขาดความเข้าใจพื้นฐานที่น่าสนใจด้านต่างๆ มากมาย วันนี้จึงอยากมาแนะนำให้เข้าใจเกี่ยวกับ “Spread คืออะไร?” และบอก “วิธีการเปรียบเทียบ Spread ของเเต่ละโบรกเกอร์” ก่อนที่จะเริ่มเทรดให้กับทุกๆ ท่าน โดยการเปรียบเทียบ Spread ของแต่ละโบรกเกอร์ก่อนเริ่มเทรดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเทรด Forex หรือ CFD ที่ Spread ถือเป็นค่าใช้จ่ายหลักในการทำธุรกรรม เรามาดูกันว่าวิธีการเปรียบเทียบทำอย่างไร และมีข้อดีอย่างไรบ้างกันเลยครับ

Spread คืออะไร?

Spread คือ ความแตกต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ของสินทรัพย์ใดๆ เปรียบเสมือนค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากการเทรดของเรา เมื่อเราเปิดออเดอร์ ออเดอร์นั้นจะติดลบทันทีเนื่องจากค่า Spread ถูกหักออกไปตั้งแต่แรก

การคำนวณ Spread: Spread = ราคาเสนอขาย (Ask) – ราคาเสนอซื้อ (Bid)

ยกตัวอย่างเช่น ถ้า EUR/USD มีราคาเสนอซื้อ (Bid) อยู่ที่ 1.1200 และราคาเสนอขาย (Ask) อยู่ที่ 1.1202 Spread = 1.1202 – 1.1200 = 0.0002 หรือ 2 pip

วิธีการเปรียบเทียบ Spread ของแต่ละโบรกเกอร์

  1. ตรวจสอบตาราง Spread บนเว็บไซต์โบรกเกอร์: โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะมีตารางแสดงค่า Spread ของคู่สกุลเงินหรือสินทรัพย์ต่างๆ ที่เปิดให้เทรดบนเว็บไซต์ของตนเอง คุณสามารถเข้าไปดูเพื่อเปรียบเทียบเบื้องต้นได้
  2. ดาวน์โหลดแพลตฟอร์มเทรด (MT4/MT5) และตรวจสอบ Live Spread: นี่เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด เพราะค่า Spread สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะ Variable Spread (สเปรดลอยตัว) ที่ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องและความผันผวนของตลาด คุณสามารถดาวน์โหลดแพลตฟอร์มของโบรกเกอร์หลายๆ เจ้ามาติดตั้ง และเปิดบัญชีทดลอง (Demo Account) เพื่อดูค่า Spread แบบเรียลไทม์ในเวลาเดียวกัน
    • สังเกตช่วงเวลา: ค่า Spread อาจแตกต่างกันไปในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง เช่น ช่วงข่าวสำคัญ หรือช่วงที่ตลาดเปิด-ปิดในโซนเวลาหลักๆ (ลอนดอน, นิวยอร์ก, โตเกียว)
    • สังเกตประเภทสินทรัพย์: คู่สกุลเงินหลัก (Major Pairs) เช่น EUR/USD, GBP/USD มักจะมี Spread ที่แคบกว่าคู่สกุลเงินรอง (Minor Pairs) หรือคู่สกุลเงินแปลกใหม่ (Exotic Pairs) และสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือดัชนี
  3. อ่านรีวิวและเปรียบเทียบจากเว็บไซต์อิสระ: มีเว็บไซต์หลายแห่งที่รวบรวมข้อมูลและเปรียบเทียบโบรกเกอร์ รวมถึงค่า Spread คุณสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้ แต่ควรใช้วิจารณญาณและตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเองอีกครั้ง
  4. สอบถามข้อมูลจากฝ่ายสนับสนุนลูกค้า: หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับค่า Spread หรือเงื่อนไขอื่นๆ สามารถติดต่อสอบถามกับฝ่ายสนับสนุนลูกค้าของโบรกเกอร์ได้โดยตรง

ประเภทของ Spread:

  • Fixed Spread คือ ค่า Spread จะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการความแน่นอนในต้นทุนการเทรด แต่ข้อเสียคืออาจเกิด Slippage (ราคาเคลื่อนไปจากที่ตั้งไว้) ได้ง่ายกว่า
  • Variable Spread คือ ค่า Spread จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาด ข้อดีคือไม่มีความเสี่ยงในการ Requote (การเสนอราคาใหม่) และสะท้อนสภาพคล่องของตลาดได้ดีกว่า แต่ข้อเสียคืออาจกว้างกว่าที่คาดการณ์ไว้ในบางช่วงเวลา

ข้อดีของการเปรียบเทียบ Spread ก่อนเริ่มเทรด

  1. ลดต้นทุนการเทรด: ค่า Spread คือต้นทุนการทำธุรกรรม ยิ่ง Spread ต่ำเท่าไหร่ ต้นทุนของคุณก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิของคุณ โดยเฉพาะสำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดบ่อยครั้ง (Scalping หรือ Day Trading) การประหยัดค่า Spread เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาวได้
  2. เพิ่มโอกาสในการทำกำไร: เมื่อต้นทุนการเทรดต่ำลง คุณก็มีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้นจากทุกออเดอร์ที่เปิด
  3. เลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรด
    • สำหรับ Scalper/Day Trader: สเปรดที่แคบเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะมักจะเปิดและปิดออเดอร์บ่อยครั้งและคาดหวังกำไรเพียงเล็กน้อยต่อออเดอร์
    • สำหรับ Swing Trader/Long-term Trader: แม้ Spread จะสำคัญ แต่ก็อาจจะไม่ได้มีผลกระทบมากเท่า Scalper เนื่องจากไม่ได้เปิดปิดออเดอร์บ่อยนัก
  4. เข้าใจสภาพคล่องของตลาด: โบรกเกอร์ที่มี Spread แคบๆ มักจะเชื่อมโยงกับแหล่งสภาพคล่องขนาดใหญ่ ซึ่งหมายความว่าคุณมีโอกาสที่จะได้รับราคาที่ดีกว่าและดำเนินการคำสั่งได้รวดเร็วกว่า
  5. หลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายแอบแฝง: การเปรียบเทียบ Spread จะช่วยให้คุณเข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่ายของแต่ละโบรกเกอร์ได้อย่างถ่องแท้ และหลีกเลี่ยงโบรกเกอร์ที่มี Spread สูงเกินจริงซึ่งอาจเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายแอบแฝงอื่นๆ

จากข้อมูลเกี่ยวกับ “Spread” ในข้างต้นที่นั้น เป็นเพียงความรู้และการเปรียบเทียบแบบพื้นฐานเพียงเท่านั้น แต่เราก็หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์ให้กับบรรดานักเทรดที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับ “Spread คืออะไร” ครับ และหวังว่าทุกท่านจะเทรดได้อย่างมีประสบความสำเร็จกันนะครับ